ตอนนี้จะมาว่าด้วยการสัมภาษณ์วีซ่า
ช่วงนี้ดวงดราม่ามาแร๊งส์อยู่แล้ว - -"
ฉะนั้น จะสัมภาษณ์ผ่านง่ายๆ มันไม่ใช่.....
 
งุงิครุคริ...
 
เราไปสถานทูต ทั้งหมดสามรอบ...
แม้มันจะเกิดจากความงุงิของเราเองแหละ 5555
 
---------วันจันทร์----------
 
รอบแรก
ไปแบบ(คิดว่า)พร้อม..
DS-160 + ใบนัด + ใบเสร็จที่ไปรษณีย์
DS-2019 + ใบเสร็จของมัน
ใบรับรองสถานะนักศึกษา + ทรานสคริป...
(ขาดอะไรบางอย่างล่ะสิ... ใช่แล้ว ขาดเสตตเม้น!)
อ่าาา
ไปถึง 7.15 นัดเวลา 7.45 แต่มันบอกให้ไปก่อน 30 นาที เห็นมั้ย? เค้าตรงเวลา 555+
 
ไปถึงก็ต่อคิวหน้าสถานทูตก่อนเลย....
รอไปเพื่อไปถึง security check
จนท.จะมาตรวจเอกสาร แล้วให้คนที่รอบเช้าๆเข้าก่อน อ่ะ..
แต่ถึงกระนั้นก็เหอะ... ประมาณสิบกว่านาทีอ่ะ
ด่านแรกก็ security check (1)
เอามือถือ/แฟลชไดร์ฟ/ที่ชาร์จมือถือ ฯลฯ ฝากเค้าไว้..
ส่วนอย่างอื่นเอาเข้าไปได้ เสบียงเอาเข้าไปได้นะฮ๊าฟ
หลังจากฝากของ + ตรวจ.. (ซึ่งมันตรวจทีละคน แบบให้คนแรกเดินไปเสร็จแล้วค่อยตรวจคนต่อไปอ่ะ หนักกว่าเวลาไปสนามบินอีก orz!)
 
ด่านต่อไป หลังจากเข้ามาได้ เค้าจะให้ใบสีฟ้าๆ กรอกชื่อ +ที่อยู่ ไว้ว่าจะให้ส่งพาสปอตกลับไปที่ไหน
"กรอกซะ" แล้วค่อยต่อคิวตามทางไป
(มีกาแฟดอยตุงขาย แต่มีอยู่ร้านเดียวนะ)
เข้าคิว เพื่อจะให้ จนท.เสื้อชมพูตรวจเอกสารว่าครบไหม (2)
ถ้าครบ แต่ยังไม่กรอกไอ่ใบสีฟ้า เค้าจะไล่ให้ไปกรอกก่อน ถ้ากรอกเสร็จแล้ว
จะส่งขึ้นบันไดไปต่อคิว ที่ช่อง 1-3
 
ด่านต่อไป สัมภาษณ์โดยคนไทย (3)
เค้าจะ เอาเอกสารเราไปแล้วสัมภาษณ์ดู..
นานเหมือนกันอ่ะ... แบบ เยอะพอๆกับกงสุลเลย เยอะมากๆ
ใครเคยหย่ากับใคร จะรู้กันทั้งคิว เพราะเค้าจะใช้ไมค์พูด และบางทีก็แอบดังนิดนึง
เค้าดูโหดๆมาก ดูโหดกว่ากงสุลข้างในอีก
ถ้าผ่านแล้วจะได้บัตรคิว และเข้าไปรอในห้องแอร์ เย้!
 
หลังจากนั้นคือด่านสุดท้าย (4)
สัมภาษณ์กับกงศุล แต่ทีนีเนี่ย มีบัตรคิว ไม่ได้เรียกทีละเบอร์นะ
เรียกที่ละสิบเบอร์ให้ไปเข้าคิวรอ - -"""
สัมภาษณ์ก็ไปทำอะไร ที่ไหน ยังไง ลึกๆนิดนึง...
เราตกม้าตายตรง เอกสารทางการเงิน
แต่เค้าใจดีให้กลับไปเอาเอกสาร แล้วมาใหม่วันรุ่งขึ้น
เป็น pending
 
-----------วันอังคาร -----------
 
รอบที่สอง
หลังจากที่วิ่งวุ่นหาเอกสาร อันประกอบด้วย สเตตเม้นบริษัท + จดหมายหัวบริษัท(ที่เมกเอง)ว่าจะซับพอร์ตค่าใช้จ่าย ก็กลับไปที่สถานทูตอีกครั้ง
อุตส่าว่าไปสายแล้ว (9 โมง) ผ่านด่าน 1-2-3 เหมือนเดิม
แต่ระหว่าง 3-4 มันจะมี จนท. มาเอาเอกสารไปดูก่อนรอบนึง แล้วให้ไปรอตามเดิม
"รอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
เพราะว่าต้องรอสัมภาษณ์ทุกคนหมดก่อน แล้วค่อยสัมภาษณ์เราอ่ะ..
ก็ได้สัมภาษณ์ประมาณ 11 โมง orz!
ได้สัมภาษณ์กับคนเดิม
ผ่านด้วยดี ไม่มีอะไร.. ก็ได้ใบฟ้าที่กรอก เอามาให้ไปรษณีย์ ซื้อซองอีก 75 บาท (5)
เขียนเสร็จ
ออกมา... กินดอยตุง แมคาเดเมียปั่น อร่อยดี แต่ว่าไม่ชอบหวานอะ...
ออกมาข้างนอกรอแม่...
 
 
รอบสาม
กลับบ้าน เฮ้ย ลืม statement ไว้ที่หน้าไปรษณีย์ (มันอยู่ใกล้ๆด่าน 2-3 น่ะ)
ทำไงดี... วนกลับไป มันพักเที่ยงอีก
ดีที่ว่าพี่ๆ security ให้เข้าไปเอาได้ ไม่งั้นต้องรอบ่ายโมง orz!!
 
-------- วันพฤหัส ----------
 
และแล้วก็ได้วีซ่ามาครอบครอง... เยส!!!!!!
หลังจากเอนทรี่ที่แล้วผ่านไปสองชาติเศษๆ เอ๊ย สองเดือนกว่าๆ
วันที่ 15 พย. ข้าพเจ้าก็ได้ DS-2019 มาครอบครอง...
อ่อ หมี ไปโดยใช้วีซ่า นักเรียนแลกเปลี่ยน หรือ J-1 นะฮะ
 
เอกสาร DS-2019 เนี่ยสำคัญยังไง?
คือ เราจะขอวีซ่า ไม่ได้ ถ้าไม่มีเอกสารตัวนี้
แปลเป็นไทย "จะจองวันสัมภาษณ์วีซ่า ที่หายากเชรี้ย(ตามคำบอกเล่าของหลายคน) ไม่ได้ ถ้าไม่มีอันนี้"
แปลเป็นไทยอีกที "หมีมีเวลา หนึ่งเดือนนิดๆ ในการขอวีซ่าอเมริกาอันล่ำลือว่าโหดหิน"
 
โอเค พอได้แล้ว ทำอะไรต่อ
ไปกรอก DS-160 ในเว็บ
ไปถ่ายรูป 2*2 นิ้วเป๊ะ พื้นหลังขาว เก็บผมให้เห็นหูและเหม่ง ไม่เหม่งไม่ผ่านนะฮะ... ต้องมีไฟล์ ขนาดอะไรก้ไม่รู้ เพื่ออัพโหลดลง application DS-160 ออนไลน์
อ่อๆ ต้องมีขนาดหัว เป็นกี่ % ของภาพด้วยนะ... (เยอะแล้วนะ- -+)
(ไปถ่ายที่ร้านเหอะ 230 บาทแลกกับความสบายใจ.. กรุยอม...)
 
หลังจากเวลาผ่านไปสองวัน...
กรอกมันตั้งแต่ ชื่อพ่อ ชื่อแม่ วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่ ที่อยู่ไทย ที่อยู่อเมริกา เบอร์บาร์โค้ดหลังพาสปอต ฯลฯ
(บอกแล้วว่ามันเยอะ)
 
เราก็จะได้ DS-160 confirmation page
ซึ่งมี่เบอร์ application เราอยู่ (อ่อ ถ้าเราทำไม่เสร็จ ก็กดเซฟ แล้วมากดเรียกดูใหม่ได้นะฮ๊าฟ ภายใน กี่วันไม่แน่ใจ หรือถ้าหลังจากนั้นก็ต้องดาวน์โหลดเก็บไว้)
 
ปิ๊นมันออกมา...
 
โอเค ต่อไป จ่ายค่า SEVIS FEE (1)
ขอให้คำนิยาม แบบมั่วล้วนๆ ว่าค่าขอ ds2019 จำนวน $180
(อย่าคูณ มันแพง คูณแล้วเจ็บจี๊ดๆ)
ไปจ่ายที่ https://www.fmjfee.com/i901fee/students/formSelection.htm
มันชื่อฟอร์ม (ให้เรางงเล่น) ว่า I-901 อ่ะ คือ แบบใบจ่ายตังนั่นเอง
จ่ายออนไลน์ได้เลย (จริงเห็นมันมีวิธีจ่ายแบบ western union ด้วย แต่จะเอาออนไลน์ ด้วยบัตรเครดิต จะได้ไม่ต้องไปไปรษณีย์สามรอบ)
 
ปิ๊นมันออกมา...
 
ตอนนี้เรามีเอกสารสองชิ้นที่ปิ๊นเอง คือ SEVIS receipt กับ DS-160 confirmation page
และ อีก 1 ที่มาจากอเมริกา คือ DS-2019
เก็บทั้งสามชิ้นให้ดีๆ
 
เตรียมคอมที่เน็ตไวนิดๆ เพื่อลดอาการเซ็งในการรีเฟรช
เพื่อ จองวันสัมภาษณ์
 
อ๊ะๆ อย่าคิดว่า จะจองง่ายๆ ชิวๆ ไม่เสียตังค์
คุณต้องซื้อ พิน (2) ราคา $12 เพื่อทำการจอง
ในการจองนี้ พินสามารถซื้อได้ที่ไปรษณีย์ (กลับไปอีกรอบซะ) หรือ จะจ่ายออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตเราได้เลย
พิน 1 อัน สามารถจองได้สามโอกาส
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ ถ้าเป็น 3 วันก่อนสัมภาษณ์
 
เข้าไปแล้ว จะต้องกรอก เลขพาสสปอต เลข DS-160 อ่ะ...
ชิวๆเนอะ... กด ไปจอง...
ถ้าคุณดวงดี... (หรือเปล่า) จะเจอสีเขียวเป็นแผงจำนวนมหาศาล... กดไปเลย วันที่ว่าง และเลือกเวลาซะ
ถ้าคุณไม่ค่อยจะมีดวง.. อาจจะเจอมันเป็นสีฟ้าและเหลืองหมด.... ทำไง?
รีเฟรชมันเรื่อยๆ... แม้กระทั่งจองได้แล้ว
 
ตอนแรกเราจองได้วันที่ 29 พย. เพราะก่อนหน้านั้นเต็มพรึดดดด (จอง 15 พย.)
แต่ด้วยความสามารถส่วนบุคคล ในการรีเฟรช สิบรอบต่อวัน
จึงได้วันเขียวๆ วันที่ 21 พย. (หรือจันทร์นี้) มาครอบครอง
 
เร็วป่ะละ ...
ชิ๊วว ชิว ละสิ
 
ปิ๊นมันออกมา... เป็นใบที่ 4
 
แล้วไปไปรษณีย์ (ครั้งนี้ต้องไปจริงๆจ่ะ จ่ายออนไลน์ไม่ได้ ส่วนใครไปไปรษณีย์มาตั้งแต่ western union ก็ไปอีกรอบเถอะนะ) บอกว่า จ่ายตังค์ค่าวีซ่า ประเภท J-1 (ประเภท 1)
เค้าจะให้เอกสารมากรอกๆๆๆๆ แล้วก็จ่ายไปอีก $140 เป็นค่าสมัครวีซ่า (3) (ประมาณ 4340฿ ถ้าจำไม่ผิดนะฮะ)
(ไปรษณีย์ที่มี pay at post บางแห่งก็จ่ายไม่ได้ เช่น จามจุรี... แล้วเอ็งจะเขียนว่าจ่ายได้ทุกที่ที่มีเพื่อ????)
 
รวมกับใบเสร็จเป็น 5 ใบ
 
พร้อมแล้วก็จัดเอกสาร
เราใส่ 5 อันนี้ + ทรานสคิปไทย + จดหมายจาก UC เท่านั้นเอง!!!!!
เตรียมตัวไปสัมภาษณ์
 
สัมภาษณ์จะเร้าใจ และดราม่าแค่ไหน เดี๋ยวไปสัมภาษณ์แล้วจะมาบอก ในภาคสองนะฮะ
 
 
 
 
 

edit @ 18 Nov 2011 21:18:06 by Lin Hui

Prologue: ได้ไป Irvine แหละเธอว์!

posted on 07 Oct 2011 15:12 by lin-hui  in USA
ตอนนี้ก็ปีสามแล้ว...
ช่วงปิดเทอมใหญ่ และเรียนซัมเมอร์
เกิดภาวะตกต่ำในชีวิตมากกก
มันนอยชีวิตมากถึงมากที่สุด ไม่เข้าใจว่าจะนอยอะไรขนาดนั้น
ทะเลาะกับที่บ้านนิดหน่อย แต่พาลหงุดหงิดไปหมด
 
อยากหนีไปไกลๆ
แล้วพอดี มีเปิด exchange USA รอบสอง ของมหาลัยขึ้น...
ใช่ เค้าสมัครกันไปแล้ว เตรียมตัวกันไปนานแล้ว
เค้าสมัครกันตั้งแต่ประมาณปลายปี 10 เพื่อบิน Sep 11
เราสมัคร July 11 บิน Dec 11 ทันใจดีไหมล่ะ 555
สมัครขำๆ ประชดชีวิตไง... แบบ เซ็ง
 
 
อันนี้เป็นโครงการของ University of California (จิ้ม)
ร่วมกับมหาลัยของเราเอง ฉะนั้น เกรด 3 ขึ้นไป มีโทเฟล (หรือกรณีเกรียนจัดแบบนี้ ก็ยื่นไอเอลเลย)
ไปสัมภาษณ์ แล้วก็รอ.... ผลจาก UC
 
ทีนี้ เค้ามีหลาย campus  ตั้งแต่ไฮโซมากก จนถึงไฮโซน้อย
กลางกรุง LA จนถึงบ้านนอกนิดๆ (มั้ง) ที่เราได้
ตอนแรกก็อยากไป UCLA มาก
เลือกได้บ้าบิ่นมาก คือคน(ที่เก่งๆ) จะอยากไป UC Berkeley (อันแสนไฮโซ และเมพพพพ)
แต่กรูอยากไป LA อะ พอใจปะ? เลยเลือก LA ไว้ก่อน Berkeley (ซึ่งมึงคงไม่ติดชัววว 555)
แล้วอันดับสาม เลือกไรดี เลือกไรดี???
 
เพื่อนบอก มึงเลือก Irvine ดิ กูกำลังจะไปเดือนหน้าเนี่ย..
คนอื่นเค้าโคตรอยากไปเลย...
โอเค Irvine ก็ได้... สมัครไป ยื่นเอกสารมากมาย วิ่งๆๆ วุ่นๆ จนหายเครียดเลย
(เพราะเผาเอสเส ไปขอหลักฐานจากbank ว่าเรามีเงินไปจริงๆนะ- -" ขอทรานสคริป ฯลฯ)
 
 
..
..
..
...
 
 
เวลาผ่านไปสามปีแสง.. เอ๊ย สามเดือน
ได้เมลนี้มา

Application Received by UC Irvine

ใช้สมองประมวลผลอยู่สาม วิ เฮ้ย เออวาย
แต่กูอยากไป LA นิหว่า
ง่ะะ เอาไงดีวะ???? วะ?? วะ???
ใช้เวลาตัดสินใจหนึ่งคืนถ้วน
"กูจะไป" 55555
Irvine ก็ Irvine วะ ดีแค่ไหนแล้วกูไม่ได้ Berkeley มหาลัยระดับโลกแบบนั้น ให้คนฉลาดๆไปเหอะ
 
ทีนี้ก็ "รอ" "รอ" "รอ"
เป็นอะไรที่ทรมานมาก ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงรอ
คือทางมหาลัยเค้า ยังไม่ finalize ว่าจะได้ campus ไหนแน่ๆ
แต่...
ได้เมลอีกก...
 
ห๊ะะะ อะไรนะ Welcome กูแล้วนิ!
ส่งมา 22 Sep
แปลว่า มีเวลาอีกประมาณสามเดือนนิดๆ
ในการ ทำวีซ่า หาหอ และอะไรมากมาย ก่อนไป.. เยี่ยม!
แต่ ชะเอิงเอยยยย
 
สเตตัส ใน ของมหาลัยกรุ ก็ยังเป็น Pending
แสรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!